ตั้งหัวข้อไว้อย่างนี้ถ้าใครนึกอะไรออกบ้างก็คงจะดี แต่สำหรับ”ประเทศสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง” ในยุคนี้ที่พอพูดถึง”เมืองทอง”กลายเป็นเพียงสถานที่ที่ให้ดงบังชินกิกับพวกดาราเกาหลีมาแสดงใน IMPACT arena เท่านั้นกระมัง จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าวันเดียวกันนี้เมื่อ 32 ปีที่แล้ว เกิดอะไรขึ้นบ้าง
ไม่มีใครพูดถึง หรือบางคนก็ไม่อยากพูดถึง หรือไม่ก็คือพูดถึงไม่ได้
บทเรียนในตำรา… เชื่อถือได้สักแค่ไหน?
บทเรียนในตำรา… มีใครอ่านสักแค่ไหน?
คนไทยชอบสอนให้ท่องจำ ห้ามหือ ห้ามสงสัย อย่าตั้งคำถาม อยู่นิ่งๆ อยู่เฉยๆ ทำตัว ดีๆ จะก้าวหน้า จึงไม่แปลกที่คนไทยหัวอ่อนก็จะมีนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตน อาศัยครูพักลักจำเพื่อการก้าวหน้า หลังๆ นี้คนไทยซึ่งฉลาดและปรับตัวง่าย ก็เรียนรู้วิธีที่เร็วกว่านั้น บางคนยอมทิ้งเกียรติทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเอง ทิ้งสมองแล้วหันไปพึ่งลิ้นแทน แต่พักหลังนี้ดูเยาวชนไทยจะไม่หัวอ่อนเท่าไหร่ จึงเห็นหลายๆ รูปแบบที่พยายามหาทางออก ทั้งทำตัวแนวสุดกู่ (แนวของกู) ในทางดีและทางร้าย หรือกลายเป็นเต้าหู้ไปในที่สุด
อย่างไรก็ดี การที่คนไทยไม่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ หรือที่มาที่ไปของสิ่งต่างๆ ให้ชัดเจนนั้น มีข้อเสียอยู่หลายประการ คือแทนที่เราจะศึกษาว่าของเก่าของเดิมเขามีมากันอย่างไร เพื่อที่เราจะได้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงขึ้น เราก็กลับยืนบนเลนเหลวๆ นั้น แล้วก็หันไปมองรอบข้างว่าคนอื่นในสังคมเขาก็ทำกันแบบนั้น จึงไม่มีใครกล้าทำให้เลนเหลวๆ นั้นแข็งหรือมั่นคง ซึ่งเราไม่ชอบใจเรื่องนี้มากๆ แต่ก็ทำได้แค่ไม่ชอบใจอยู่เงียบๆ (ทำนองว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง)
พอผ่านไปปีนึงก็มาไว้อาลัยวางพวงหรีดกันทีนึง พูดถึงกันทีนึง แล้วก็จบกัน ทำนองว่าไว้ปีหน้า(ค่อย)มาพูดถึงกันใหม่นะ
หลายคนบอกว่าจิตวิญญาณต่างๆ หายไปจากรุ่นสู่รุ่น… หายไปจริงหรือ?
30 ปีที่แล้ว นิสิตนักศึกษา ออกมาชุมนุม
30 ปีต่อมา นิสิตนักศึกษา หายไปไหน?
มีแต่คนถาม แต่คำถามไม่ไปถึงคนที่จะตอบ
เราในฐานะที่ยังเป็นนักศึกษาก็อยากจะตอบ แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะถูก ขอข้ามเรื่องนี้ไปก่อน
สุดท้ายแล้วผ่านไป 32 ปีเมืองไทยก็เหมือนจะย่ำอยู่กับที่ เวลา 30 กว่าปีผ่านไป แทนที่จะได้ทำอะไรให้มันดีขึ้น…
เรื่องน่าเจ็บใจวันนี้คือ ดูหนังซีรี่ย์ เรื่อง Iryu [Team Medical Dragon] ภาคแรกจนครบตอนสุดท้าย แล้วหมอซึ่งเป็นตัวร้ายกาจทีสุดในเรื่อง ก็เข้าหลักอธรรมแ้้พ้ธรรมะ ในที่สุดก็โดนเด้ง ให้ย้ายมาประจำการที่เมืองไทย ประโยคที่ศาสตราจารย์พูดกับเจ้าหมอร้ายนั่นคือ
Do you like Tom Yam Koong? Thailand is good. But desperately hot all the year.
ฟังแล้วรู้สึกเหมือนลิ่มเลือดมันจุกอก เป็นความจริงที่ปฎิเสธไม่ออก เพราะตลอดเวลาที่ดูหนังเรื่องนี้ ก็คิดอยู่หลายครั้งว่านี่มันเขียนจากวงการแพทย์ญี่ปุ่นหรือวงการแพทย์ไทยกันแน่ ? (วงการแพทย์ไทยอาจจะแพศยากว่านี้)
สุดท้ายแล้วผ่านไป 32 ปีเมืองไทยก็เหมือนจะย่ำอยู่กับที่ เวลา 30 กว่าปีผ่านไป แทนที่จะได้ทำอะไรให้มันดีขึ้น ก็ไม่ได้ขยับไปไหน บางทีอาจแย่หนักกว่าเก่า เพราะพิษมะเร็งสังคมเส็งเคร็งมันลุกลาม และก็ไม่มีหมอดีๆ มารักษา
ขออนุญาต ยกเอาบทกวีของคุณ กานต์ ณ กานท์ มาแทนความรู้สึกปวดๆ ไว้ ณ ที่นี้
เรายังคงต่อสู้กันด้วยอาวุธโบราณ…
เรายังคงต่อสู้กันด้วยอาวุธโบราณ
ซึ่งสร้างความเหนือกว่าให้กับผู้ที่กล้าใช้
และสร้างความย่อยยับแก่ผู้เป็นเหยื่อ
…มากว่าสามสิบสองปีแล้ว…ปีแล้วปีเล่า
ที่เราคุกเข่าลง…
ไว้อาลัยเหล่าผู้พลีชีพ
ประณามปวงผู้สังหาร
เมื่อสามสิบสองปีก่อน……ปีแล้วปีเล่า
ที่เราเฝ้าปฏิญาณ…
ต่อพวงหรีด ดอกไม้ และป้ายศิลา
ด้วยคมวาทะ บทกวี คีตการ
และหยาดน้ำตาว่า - ในฐานะผู้ยังมีชีวิตอยู่
เราจะสร้างสังคมที่ดีกว่าแต่เมื่อวานนี้
วันนี้
ซึ่งคงจะยืดยาวไปถึงพรุ่งนี้
เราก็ยังคงต่อสู้กันด้วยอาวุธโบราณ
ที่ยังคงอานุภาพ
ทั้งในการสร้างความเหนือกว่าให้กับผู้ที่กล้าใช้
และสร้างความย่อยยับแก่ผู้เป็นเหยื่อ
…เช่นเดียวกับเมื่อสามสิบสองปีที่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น
ขณะที่มือขวาของเราชูอาวุธโบราณ
(โดยซุกมือซ้ายเก่าๆ ของเราไว้ในกระเป๋ากางเกงตัวใหม่)
…นั้น
ปากของเราก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยอ้างถึงผู้พลีชีพ
เมื่อสามสิบสองปีก่อน
…อยู่เป็นระยะเราไม่กล้าถามตัวเองเช่นกัน
ว่าเรากำลังเอ่ยนามผู้ที่เราเรียกว่า ‘วีรชน‘
เพื่อคารวะ
หรือเพื่อขอขมา
หรือเพียงแค่ต้องการเล่าซ้ำ
เพื่อยืนยันอานุภาพของอาวุธโบราณ
ที่เรากวัดแกว่งไว้เหนือหัว
ให้บรรดาผู้ที่บังอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อเราได้สำเหนียก
…กันแน่เราไม่กล้านึกถึงความละอาย
เช่นเดียวกับที่เราไม่สนใจเสียงทักท้วง
เพราะการทักท้วงนั้นเท่ากับดูหมิ่นต่อจิตวิญญาณสู้รบของเรา
และเป็นเพียงเสียงจากนกกาผู้อ่อนด้อยทางปัญญาและสำนึก
จนไม่อาจเข้าใจสิ่งที่เราเพียรอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
‘…อาวุธใดก็ตามหากสามารถประหัตประหารศัตรูได้
วิญญูชนพึงใช้
และชนใดรบชนะศึก
พึงเรียกชนนั้นว่าวิญญูชน
(และในห้วงยามอันเหมาะสม เราก็จะเรียกพวกเขาว่า ‘วีรชน‘) …’ฝนเดือนพฤษภาฯผ่านไปแล้ว…
บนสนามรบกลางเมืองใหญ่
เราและมิตรร่วมรบซึ่งคอยสบตาให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
ต่างก็นัดหมายผ่านแววตาอันคมกล้าเยี่ยงนักสู้ของประชาชน
ว่า…
เมื่อลมหนาวของเดือนตุลาฯเดินทางมาถึงอีกครั้ง
เราจะไปคุกเข่าอยู่ตรงหน้าป้ายศิลาแผ่นเดิม
เพื่อร่วม ‘รำลึก‘ ถึง ‘วีรชน‘
…เหมือนทุกปี
ถ้าใครอ่านแล้วรู้สึกเหมือนกันว่าเราควรจะทำอะไรสักอย่าง เพื่อหยุดความจริงอันน่าเศร้านี้ ช่วยบอกด้วยว่า “อะไรสักอย่าง” นั่น คืออะไร แล้วต้องทำอย่างไร
ส่งท้ายด้วยลิงค์ไปยังเรื่อง วิวาทะว่าด้วย 6 ตุลาและพันธมิตรฯ: ความเงียบกับความศักดิ์สิทธิ์ในสังคมไทย เป็นบทที่(เหมือน)สรุป ได้ไม่เลว
อย่างน้อย วันนี้เราได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง กล้าเขียนอะไรแบบนี้ออกมาเป็นครั้งแรก
หวังว่ามันจะช่วยให้ประเทศดีขึ้นสักหนึ่งเสี้ยวใจ
ฟอย
ปล. แต่สุดท้ายวันนี้ก็ยังคงเป็นฟอยที่ติดหนังญี่ปุ่นอยู่ดี … ถ้าบรรพชนคนตุลาฯ รู้ เขาจะคิดยังไงนะ?

Entries (RSS)